Fwd Mail: 3x8=23??

เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ  มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า

จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า
ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า “3x8ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย24เหรียญล่ะ!”
เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า “พี่ชาย 3x8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก
คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า
“ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไปหาท่านขงจื้อกัน ”

เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”
คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”
เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”
ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น

เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3x8ได้ 23 ถูกต้องแล้วเอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”
เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป

พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ
ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้
ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว
พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง
เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง” เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่
ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด

คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ?
เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัวมาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา
เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน!
เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง
เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”
เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง

พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก
เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้
ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”
ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่ จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่
และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย
อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”

เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”
ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่าอาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก
หากอาจารย์บอกว่า 3x8ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”
เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ
ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”

จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย
จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน(นักร้องดูโอของไต้หวัน)

ที่ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง? เช่นกัน

บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ”
เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็นหนักเบารีบช้า อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต
เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม
ทะเลาะกับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)
ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)
ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)
ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก
ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า
จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด

ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด

Posted by Revolution Fri, 28 Jan 2011 07:11:04 GMT

Posted in  | Tags  | no comments | no trackbacks

ชาติหน้ามีจริงหรือ ?

คัดลอกมาจาก forward mail จากเพื่อนเด่น อภินันท์
วิสัชนาโดย หลวงพ่อชา สุภัทโท  
ครั้งหนึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งมาถามปัญหาท่านอาจารย์ชา (หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี) เรื่องชาติหน้าภพหน้า เขาสงสัยว่า คนตายแล้วเกิดหรือไม่ ?

      ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ ชาติหน้ามีจริงไหม?
      ท่านอาจารย์ชา : ถ้าบอกจะเชื่อไหมล่ะ?
      ผู้ถาม : เชื่อ
      ท่านอาจารย์ชา : ถ้าเชื่อ......คุณก็โง่
      ผู้ถาม : คนตายแล้วเกิดไหม?
      ท่านอาจารย์ชา : จะเชื่อไหมล่ะ? ถ้าเชื่อ......คุณโง่หรือฉลาด?



 
 
 
 
 
แล้วท่านจึงสอนต่อไปว่า

      หลายคนมาถามอาตมาเรื่องนี้ อาตมาก็ถามเขาอย่างนี้เหมือนกันว่า ถ้าบอกแล้วคุณจะเชื่อไหม? ถ้าเชื่อคุณก็โง่ เพราะอะไร ก็เพราะมันไม่มีหลักฐาน-พยานอะไรที่จะหยิบมาให้ดูได้ ที่คุณเชื่อเพราะคุณเชื่อตามเขา คนเขาว่าอย่างไร คุณก็เชื่ออย่างนั้น คุณไม่รู้ชัดด้วยปัญญาของคุณเอง คุณก็โง่อยู่ร่ำไป ที่นี้ถ้าอาตมาตอบว่า คนตายแล้วเกิดหรือว่าชาติหน้ามี อันนี้คุณต้องถามต่อไปอีกว่า ถ้ามี พาผมไปดูหน่อยได้ไหม? เรื่องมันเป็นอย่างนี้ มันหาที่จบลงไม่ได้ เป็นเหตุให้ทะเลาะทุ่มเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด

      ที่นี้ ถ้าคุณถามว่า ชาติหน้ามีไหม ? อาตมาก็ถามว่า พรุ่งนี้มีไหม? ถ้ามีพาไปดูได้ไหม? อย่างนี้คุณก็พาไปดูไม่ได้ ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้จะมีอยู่ แต่ก็พาไปดูไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าวันนี้มี พรุ่งนี้ก็ต้องมี แต่สิ่งนี้เป็นของที่จะหยิบยกเอามาเป็น วัตถุตัวตนให้เห็นไม่ได้
 

 
 
ความจริงแล้ว พระพุทธองค์ท่านไม่ให้เราตามไปดูถึงขนาดนั้น ไม่ต้องสงสัยว่าชาติหน้ามีหรือไม่มี ไม่ต้องไปถามว่า คนตายแล้วจะเกิดหรือไม่เกิด อันนั้นมันไม่ใช่ปัญหา มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา

หน้าที่ของเราคือ เราจะต้องรู้จักเรื่องราวของตัวเองในปัจจุบัน เราต้องรู้ว่า เรามีทุกข์ไหม? ถ้าทุกข์ มันทุกข์เพราะอะไร? นี้คือสิ่งที่เราจะต้องรู้ และเป็นหน้าที่โดยตรงที่เราจะต้องรู้ด้วย

พระพุทธเจ้า ท่านสอนให้เราถือเอาปัจจุบันเป็นเหตุของทุกอย่าง เพราะว่าปัจจุบันเป็นเหตุของอนาคต คือถ้าวันนี้ผ่านไป วันพรุ่งนี้มันก็กลายมาเป็นวันนี้ นี่เรียกว่าอนาคตคือพรุ่งนี้ มันจะมีได้ก็เพราะวันนี้เป็นเหตุ ทีนี้อดีตก็เป็นไปจากปัจจุบัน หมายความว่า ถ้าวันนี้ผ่านไป มันก็กลายเป็นเมื่อวาน นี้เสียแล้ว นี่คือเหตุที่มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เราพิจารณาเหตุทั้งหลายในปัจจุบัน เท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าปัจจุบันเราสร้างเหตุไว้ดี อนาคตมันก็จะดีด้วย อดีตคือวันนี้ที่ผ่านไป มันย่อมดีด้วย และที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเราหมดทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้แล้ว อนาคตคือชาติหน้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึง

 

 
 
คนหนึ่งพูดว่า : กลัวว่าชาติหน้าจะไม่ได้เกิด
      ท่านอาจารย์ชา : นั่นแหละยิ่งดี กลัวมันจะเกิดเสียด้วยซ้ำไป

 

 
 
ในครั้งพุทธกาล สมัยที่พระพุทธเจ้ายังคงมีชีวิตอยู่ มีพราหมณ์คนหนึ่งมีความสงสัยว่า คนตายแล้วไปไหน? คนตายแล้วเกิดหรือไม่? ถ้าพระองค์ตอบได้ก็จะมาบวชด้วย แต่ถ้าตอบไม่ได้หรือไม่ตอบ แกก็จะไม่บวช แกว่าของแกอย่างนั้น

      พระพุทธเจ้าจึงตอบว่า มันเป็นเรื่องอะไรของฉันเล่า พราหมณ์จะบวชหรือไม่บวช นั่นเป็นเรื่องของพราหมณ์ ไม่ใช่เรื่องของฉัน

      พระองค์ตรัสว่า ถ้าตราบใดที่พราหมณ์ยังมีความเห็นว่า มีคนเกิดหรือมีคนตาย คนตายแล้วเกิดหรือคนตายแล้วไม่เกิด ถ้าพราหม์ยังมีความเห็นอยู่อย่างนี้ พราหมณ์ก็จะเป็นทุกข์ทรมานอยู่อีกหลายกัลป์ ทางที่ถูกนั้น พราหมณ์จะต้องถอนลูกศรออกเสียบัดนี้

      พระพุทธเจ้าท่านว่า ความจริงแล้วไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย พราหมณ์คนนั้นฟังไม่รู้เรื่อง และจนกว่าแกจะได้เรียนรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เข้าใจถ่องแท้เสียแล้วนั่นแหละ จึงจะเข้าใจคำพูดของพระองค์ได้

      นั่นจึงจะเรียกว่า การรู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา เป็นการเชื่อด้วยปัญญา

      พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ ไม่ได้สอนว่า ให้เชื่อว่าคนตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ชาติหน้ามีหรือไม่มี อย่างนั่นไม่ใช่เรื่องเชื่อหรือไม่เชื่อ จะถือเอาเป็นประมาณไม่ได้ จะถือเอาเป็นหลักเกณฑ์ไม่ได้
    
      ดังนั้น ที่คุณถามว่า ชาติหน้ามีไหมนั้น อาตมาจึงถามคุณว่า ถ้าบอกแล้วคุณจะเชื่อไหม? ถ้าเชื่อ โง่หรือฉลาด? อย่างนี้เข้าใจไหม? ให้เอาไปคิดดูเป็นการบ้านนะ. 

 

 
 

Posted by Revolution Thu, 21 Oct 2010 17:11:59 GMT

Posted in  | Tags , , ,  | no comments | no trackbacks

Thai Post suck

หมายถึงไปรษณีย์ไทย ผมสั่งของทาง internet แต่พอดีที่บ้านเปลี่ยนแขวง ผมก็ใส่แขวงใหม่ไป แต่พัสดุมาไม่ถึง อันนี้พอเข้าใจ ผมอาจจะผิดเองหรือทางไปรษณีย์อาจจะสับสน แต่เรื่องที่มันป่วยถ้วยกล้วยเอี้ยมากคือ


ผมโทรเชคทาง 1545 ว่าของผมอยู่ที่เขตอยู่ไหม ปรากฎว่ายังอยู่ ผมเลยรีบปั่นจักรยานไป 2 ก.ม. ได้ใน 5 นาที ไปถึงมีเจ้าหน้าที่รอรับเรื่องอยู่ พอเขียนเสร็จกลายเป็นว่า คนดูแลเรื่องไม่อยู่

จนท: พี่ต้องมาพรุ่งนี้แล้ว วันนี้เขากลับไปแล้ว
ผม: อ้าวยังไม่ 5 โมงเลย (4:55) ผมรีบมาเลยนะเนี่ย
จนท: คนดูแลเขามาตั้งแต่หกโมงเช้าเลยนะ บ่ายสองเขาก็เลิกงานแล้ว
ผม: (นึกในใจ เกี่ยวไรกับกูหว่ะเนี่ย) งั้นฝากเรื่องไว้หน่อยได้ไหม หรือว่าเปลี่ยนที่อยู่ส่ง
จนท: ไม่ได้อ่ะครับพ พี่ต้องมาติดต่อเอง มาก่อน 8 โมงเช้านะ
ผม: ไม่ทันอะ 8 โมง
จนท: งั้นพี่มาเที่ยงก่อนบ่ายสองก็ได้
 

สรุปคือผมไม่ได้ของวันนี้ และพรุ่งนี้ก็ต้องไปอีกรอบ

อยากให้มีคนที่บริการแข่งกับไอ้ไปรษณีย์ไทยจริงๆๆเลย แม่งนอกจากจะขัดขวาง 3G แล้วยังบริการได้ หัว_วย...... มาก ทำงานเยี่งนี้อย่าริขอึ้นเงินเดือนเลย

Posted by Revolution Thu, 23 Sep 2010 10:16:55 GMT

Posted in  | Tags ,  | 5 comments | no trackbacks

Love equation

ความรักของผู้ชาย (Man's love equation)

ความรักของผู้ชายเริ่มต้นที่ไม่มีขอบเขตแต่มันเสื่อมลงจนเหลือศูนย์ Man's love start with infinity then decrease to zero

แต่ความรักของผู้หญิง (Woman's love equation)

ความรักของผู้หญิงเริ่มต้นที่ศูนย์ แต่มันเพิ่มขึ้นจนเหลือคณานับ Woman's love start with nothing then increase to infinity

 

กาลเวลาไม่เคยเปลี่ยนแปลงสิ่งใด หากแต่สิ่งเหล่านั้นได้รับผมกระทบจากสิ่งรอบข้างและรอเวลาเพื่อแสดงผล

 

คำคมๆไม่ได้คิดเองแต่รับมาจาก @rawitat

Posted by Revolution Wed, 15 Sep 2010 17:23:54 GMT

Posted in  | Tags  | no comments | no trackbacks

copy จากชื่อที่คัดไว้โดยต่าง extension กัน

คือผมถ่ายรูปแล้วแยก jpg ออกจาก raw (nef) ไฟล์ ซึ่งผมจะนั่งคิดรูปที่เป็น jpg ก่อนแล้วค่อมาหาไฟล์ nef ไปตกแต่ง โครงสร้างเป็นดังนี้
-Album
|-raw/
  |-*.nef
  |-raw-approved/
|-*.jpg
|-jpg-approved
  |-*.jpg
cd Album/raw
for file in ../jpg-approved/*
do 
a=$(basename $file .jpg)
cp ./$a.nef ./raw-approved
done
เท่านี้ผมก็สามารถ copy ไฟล์ raw ที่ผมค้ดด้วย jpg ได้แล้ว

Posted by Revolution Mon, 12 Jul 2010 17:12:18 GMT

Posted in ,  | Tags , , ,  | no comments | no trackbacks

ไม่มีความรักใดได้มาจาการเกลียดชัง

ไม่มีความรักใดได้มาจาการเกลียดชัง รู้สึกไปเองหรือเปล่าว่ามีกระแสบ้าๆบอๆแบบเวอร์ๆ ให้เกลียดคนๆหนึ่งเพื่อรักคนๆหนึ่ง
ความ รักจักไม่ยั้งยืน ถ้าทุกคนสามัคคีเกลียดชังในสิ่งเดียวกัน สุดท้ายเมื่อความจริงหรือเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย ความรักสามัคคีจักมิอาจคงอยู่
ชาติมีไว้รักและดำรงค์คงอยู่ ไม่ได้มีไว้บ้าคลั่ง ก่อนจะบ้าคลั่งชาติทำ
  1. เคารพกฏจราจร อย่าจ่ายหม๋าต๋าตรงนั่น เก็บใบสั่งไปเสียให้ถูกต้องเพราะนั่นคือค่าผิดกฏ
  2. จ่ายภาษีรายได้บุคคลธรรมดา หรือ ภงด.90 หรือ 91 เพราะการจ่ายภาษีคือหน้าที่ของประชาชนที่ดี
  3. ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง แค่นี้เด็กอนุบาลยังทำได้เลย
  4. ร้านรถเข็น ช่วยขายให้เป็นที่เป็นทางด้วย และข้อ2 ด้วย ทำความสะอาดด้วยพื้นที่ขายอาหารมันจะมีสิ่งปฏิกูลแลัสัตว์ไม่พึงประสงค์
  5. อย่าซื้อของละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะสิ่งนี้บ่อนทำลายชื่อเสียงและเศรษฐกิจของชาติ ร้ายแรงกว่า........... เสียอีก
  6. คิด อย่างผู้เจริญ มีเหตุผล อาจารย์ผมสอนไว้ว่าต้องรู้จัก 6 สิ่งที่แยกแยะกันคือ true false right wrong appropriate inappropriate (ถูก ผิด ชอบธรรม ไม่ชอบธรรม เหมาะสม ไม่เหมาะสม) สิ่งเหล่านี้มันจะกำกวมกันอย่างมาก บางสิ่งถูกแต่ไม่ชอบธรรมแต่เหมาะสมกับสถานการณ์ คนเราก็ต้องรู้จัก trade-off (ได้อย่างเสียอย่าง)  
อย่าทำตัวเป็นเบี้ย อย่าทำตัวเป็นวีรบุรุษ อย่าทำตัวเป็นความคิดของคนทั้งหมด เพราะมันไม่ใช่ พวกคุณๆทั้งหลายทำเพื่อตัวเองเท่านั้น จงรักชาติอย่างที่ควรรัก ย่าทำลายชาติด้วยความคลั่งชาติ
จะสยามหรือไทยหรือเพื่อนบ้าน เราก็มีเลือดสีแดงทั้งนั้น
ป.ล. ตบท้ายสุภาษิตไทยโบราณ(คาเฟ่ต์)
ไก่งามต้องถอนขน คนงามต้องถอดผ้า
สาวสวยจะโสภา     ต้องถอดผ้าแล้วถอนขน
 

Posted by Revolution Sat, 21 Nov 2009 15:45:31 GMT

Posted in  | Tags , ,  | no comments | no trackbacks

คิดจะเปลี่ยน typo เป็นอย่างอื่น

ตอนแรกกะว่าจะเปลี่ยนblog engine ไปใช้อย่างอื่น จะได้เก็บ resource ไว้ให้ลูกค้าใช้ ว่าจะเปลี่ยนเป็น Mephisto น่าจะกิน RAM น้อยอยู่ หรือไม่ก็ไปใช้ drupal wordpress ไปเลย หลังจากนี้จะเล่าประสบการณ์การไปทำ เปลี่ยน Desktop ในองค์กรมาใช้ ubuntu linux

Posted by Revolution Thu, 22 Oct 2009 06:59:43 GMT

Posted in ,  | no comments | no trackbacks

คน 3 ประเภทของนายปรีดี และการปรับใช้

ในสมัยก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายปรีดี พนมยงค์ ได้แบ่งกลุ่มผู้ร่วมก่อการไว้เป็น 3 ประเภท
  • ดี 1 บุคคลที่เหมาะสมได้รับคำชวนให้ร่วมเข้าก่อการก่อนวันลงมือ
  • ดี 2 บุคคลที่ได้รับการชวนเมื่อได้ลงมือปฏิบัติแล้ว ซึ่งย่มมีบทบาทเป็นกำลังให้ได้ (ผู้ที่รู้แล้วเห็นด้วยตั้งแต่แรก)
  • ดี 3 บุคคลที่ได้รับการชวนเมื่อได้ลงมือปฏิบัติแล้ว แต่มีท่าทีเห็นด้วยหลังการปฏิบัติแสดงผลว่าจะสำเร็จ (พูดง่ายคือ รอดูว่าชนะแล้วจึงเข้าพวก)
จากหนังสือ รัฐบุรุษผู้อภิวัฒน์ ปรีดี พนมยงค์, หน้า 48, ผู้แต่ง ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ

คำพูดไม่ตรงตามหนังสือนะครับ ผมแปลงข้อความเพื่อที่จะได้นำไปใช้ในทุกๆเรื่อง อย่างเวลาที่เราจะทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ เช่นการเริ่มต้นใช้ระบบจัดการเอกสารในองค์กรเราสามารถนำข้อคิดนี้ไปปรับใช้ ได้คือ

  1. หาผู้ร่วมคิดเห็นเหมือนกัน ว่าต้องใช้ระบบจัดการเอกสารเพื่อความเป็นระเบียบและตรวจสอบได้
  2. เมื่อทำแผนยื่นข้อเสนอก็ต้องประชาสัมพันธ์ ให้ผู้ที่ต้องการใช้ระบบได้รับรู้ว่าเราจะมีการเปลี่ยนแปลง และหาคนประเภท ดี 2 คือเห็นด้วยและพร้อมที่จะดำเนินการ คนจำพวกนี้จำเป็นที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าได้เยอะและคุณภาพ จะทำให้การเปลี่ยนแปลงมีพลวัต
  3. หลังจากมีการเริ่มใช้งาน ระบบจัดการเอกสารแล้ว ก็ให้สำรวจว่ามีใครที่เปลี่ยนแล้วชอบใจ ก็ให้รีบดึงเข้ามา ไม่ว่าจะด้วยการอบรม หรือเพิ่มศักยภาพเขาเหล่านั้น ส่วนคนที่ยังคลางแคลงใจ ขี้เกียจใช้ หรือใช้ไม่เป็น ก็ต้องแสดงให้เขาเหล่านั้นเป็นว่า การใช้งานระบบจัดการเอกสารนั้นทำให้ทำงานง่ายขึ้นหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น ให้เขาได้เห็นว่ามันดี หรือบีบเขาด้วยคนหมู่มาก คนประเภท ดี 3 นี้ดูภายนอกเหมือนจะเป็นแบบ ป้องกันตัวเอง ชอบความแน่นอน หรือชอบข้างชนะ แต่กำลังส่วนสุดท้ายนี้แหละสำคัญ มันจะเป็นการสร้างรากฐาน จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นมีพลวัต มีแรงขับเคลื่อน ส่วนใหญ่มักจะตายที่ส่วนนี้
ถ้าใครได้นำไปลองรับใช้ดู ได้ผลเช่นไรแวะเวียนมาบอกด้วยนะครับ ขอบคุณรัฐบุรุษผู้อภิวัฒน์ สำหรับข้อคิดดีๆ

Posted by Revolution Thu, 02 Apr 2009 16:26:02 GMT

Posted in  | Tags , , , ,  | 3 comments | no trackbacks

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2552

งานนี้สอยไปหลาย หมดเงินไปไม่น้อยเลย

เริ่มจากล่างขึ้นบนเลยแล้วกัน
bookfair2009
  • ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษผู้อภิวัฒน์ เขียนโดน อ.อนุสรณ์ ธรรมใจ เป็นเรื่องราวของนายปรีดี ผู้ซึ่งทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศไทยมากมาย หนึ่งในผู้นำเสรีไทย ที่ทำให้ไทยไม่ถูกเป็นพวกแพ้สงคราม แต่กลับต้องถูกเนรเทศไปเสียชีวิตที่ฝรั่งเศษ (เล่มนี้เดินหานานมาก ไม่นึกว่าจะอยู่ค่าย เนชั่น แต่ซื้อที่ ซีเอ็ด) (168 บาท)
  • วาทะแด่ผู้ล่วงลับ เป็นวนิยายแนว sci-fi  เป็นภาคที่ 2 ของ เกมพลิกโลก (270 บาท)
  • เกมพลิกโลก นวนิยายแนว sci-fi ได้แรงบันดาลใจ มาจาก mk ที่เขียนเอาไว้ (240 บาท ซื้อสองภาคเหลือ 450)
  • โฉมหน้าศักดินาไทย ของค่ายฟ้าเดียวกัน ก็เพียงแค่อยากรู้ว่า แต่ก่อนนี้ทำไม จิตร ภูมิศักดิ์ ถึงได้เขียนหนังสืออย่างนี้ไว้ได้อย่างไร แล้วเหตุใดจึงนำจุดจบไปสู่ชีวิตของเขา เรื่องราวเกี่ยวกับการเอาเปรียบ กดขี่ ของชนชั้นศักดินาที่มีแต่โบราณ จนถึงปัจจุบัน (135 บาท)
  • เจิ้งเหอ ตามหลักฐานจีน ว่าเขาเป็นผู้ค้นพบโลกทั้งโลก ทั้ง อเมริกา และ ออสเตเรีย ค้าขายไปทั้วโลก และได้รับการกล่าวขานว่าเป็น ซำปอกง (80 บาท)
ค่าเสียหายทั้งหมด 833 บาท กรอบไปพอตัวเลย พอดีไม่ค่อยมีเวลา ไม่งั้นจะหาหนังสือเพิ่ม
  • 36 กลยุทธ์ ภาคปฏิบัติ (ค่าย book time บูท M27)
  • Six Thinking Hat
กว่าจะเดินเสร็จ 20.30 หิวข้าวทนไม่ไหว กลับบ้านดีกว่า

Posted by Revolution Tue, 31 Mar 2009 17:13:06 GMT

Posted in  | Tags , , , , , , , , ,  | no comments | no trackbacks

ไทยรัฐ กับ เนชั่น ; Thairath and The Nation both are mass media in Thailand

วันนึงอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่ร้านกาแฟ เหลือบไปเห็นรูปคนโดนยิ่งตาย โห.... โคตรแย่ ไม่มีเซ็นเซอร์ จะๆๆ เลือดท่วม กาแฟแทบพุ่ง ก็เลยสงสัยผมเชื่อว่าใน Multiply คงมีนักข่าวบ้างขอถามหน่อยว่า
  1. การที่เอารูปคนตายมาลง (ต้อง)ได้รับความยินยอมจากญาติหรือไม่ 
  2. การ ที่เอามาลงเพื่อนำเสนอข่าว จำเป็นต้องชัดเจนมากขนาดไหน หรือเพียงแค่รูปที่เกี่ยวข้อง
ปกติผมไม่อ่าน ไทยรัฐ หรอกนะ จะอ่านก็ตอนไม่มีอะไรทำ เปิดหน้าเทคโนโลยี อย่างเดียว

ส่วนอีกอัน F.M. 90.5 วิทยุค่ายเนชั่น ซึ่งปกติผมเป็นแฟนประจำ แต่หลังๆชักไม่แน่ใจกับข้อมูลซะแล้ว เนื่องจากหลายครั้งผมฟังแล้วผู้สื่อข่าวค่อนข้างมีความลำเอียงอย่างเห็นได้ ชัด แต่เรื่องที่จะพูดไม่เกี่ยวกับความลำเอียง นั่นคือ มีอยู่วันนึงไฟไหม้แถวๆ พระราม3 รายงานข่าวต้นชั่วโมงของ F.M. 90.5 บอกว่าไหม้มาจากโรงเรียน แต่ก่อนนหน้านี้ จ.ส.100 ที่กำลังประสานงานอยู่บอกว่าไฟไหม้มาจากชุมชนติดโรงเรียนแต่กำลังจะไหม้เข้า โรงเรียนแล้ว มันก็คนละเรื่องเลย T_T

ตอนนี้คิดจะพึ่งสื่อด้านเดียว คงไม่ได้อีกแล้ว ต้องหลายด้านแล้วยังต้องแถมคิดด้วยตรรกะที่ดีอีกต่างหาก

:::::::::::::::::: Eng :::::::::::::::::::

Once day ago in coffee shop, I read a newspaper Thairath. I saw a photo of death body was shot with no censor. I guess, there is reporter in Multiply. May I ask you for an ethic question
  1. Is there an agreement with victim's family?
  2. How clear of picture to be publish or it can be related picture ?
Normally I do not read Thairath newspaper, I will when I have nothing to do. only technology page.

And another is F.M. 90.5 Nation Radio. I was a fan of this channel but later I feel not sure with their data. I think this channel's reporters always show their bias when they analyze news. Today I do not blame their bias but their data. 2-3 weeks ago, I heart news of fire near school on Rama III road. F.M. 90.5 reported fire was come from school and went to village. Before I heart from F.M. 100 reported that fire is come from village and went to school. That's mean ????

I cannot trust one mass media, but it should get from many source and THINK with Good Logical.

Posted by Revolution Mon, 16 Mar 2009 14:41:47 GMT

Posted in  | Tags , ,  | no comments | no trackbacks