ทิเบต ส่วนหนึ่งที่คนไม่รู้

พักนี้หลายคนคงได้ฟังข่าวเกี่ยวกับทิเบต และก็อาจจะทำให้คิดได้ว่าจีนมันช่างโหดร้ายอะไรเช่นนี้ ผมเองก็มีความคิดบ้างพอสมควร ก็เลยไปลองหาข้อมูลมาได้ดังนี้

แต่ก่อนทิเบตถูกปกครองโดยชนชั้น 3 ชนชั้น ได้แก่ กะสัตว์ ลามะ และขุนนาง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นชนชั้นปกครองและมีชาวนา, พ่อค้า, และผู้ใช้แรงงานเป็นคนชนชั้นล่าง โดยมีระบบศักดินาเป็นการปกครองโดยไม่มีทาส (หรืออาจจะมีก็ไม่ทราบ) ชนชั้นปกครองก็จะมีที่นาเป็นของตัวเองแต่ไม่ต้องลงมือทำเอง (อาจเดาได้แล้ว) คือให้พวกชาวนามาเช่าที่นาเอาไปปลูกข้าวแล้วแบ่งผลประโยชน์กัน ผมสมมุติว่าเป็น 70:30 คือให้ชาวนา 70 เจ้าของที่ 30 ซึ่งมันก็ดูพอไปไหว แต่มันเกิดเหตุการตามระบบ คือความต้องการที่และจำนวนที่ มันมีจำกัด ทำให้อัตราการต่อรองสูงถึง 60:40 หรือมากกว่านั้น เจ้าของที่เองก็ต้องการเงินมา ขณะที่ชาวนาก็ต้องเลี้ยงชีวิต จึงต้องจำทนกันต่อไป

เหตุการณ์ที่มันระอุคือความไม่พอใจในชนชั้นล่าง คือมันเริ่มไม่พอเลี้ยงตัวเอง มันก็เลยเกิดความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรม (ที่จริงผมก็ไม่เคยหาเจอ) กรอบกับจีนก็เข้ามาเสนอทางเลือกให้คนทิเบตเอง ซึ่งในขณะนั้นมีลามะ 2 คน สายแรกมาจากชนชั้นปกครอง ไม่สนับสนุนให้ทิเบตเปลี่ยนการปกครอง ส่วนอีกสายมาจากไหนก็ไม่ทราบแต่เป็นผู้นำให้เปลี่ยนการปกครองแต่มาตายหลังการลงคะแนน

การลงคะแนนให้เปลี่ยนระบอบการปกครอง ก็คงเดากันได้ คนส่วนมากที่โดนกดขี่มานานก็ย่อมต้องโหยหาความเท่าเทียม ดังนั้นระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์คือคำตอบในขณะนั้น จีนก็จะเข้ามาแบ่งสรรปันส่วนให้ทุกคนสามารถทำมาหาเลี้ยงชีพเองได้ แล้วจะเอาที่ดินมาจากไหนล่ะ? แน่นอนก็ต้องเอามาจากชนชั้นปกครองเดิม ก็เลยทำให้ชนชั้นปกครองไม่พอใจอย่างมาก

หลังจากที่ลามะสายที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงตายลง ลามะคนปัจจุบันก็ดำรงค์ตำแหน่งแทนซึ่งมาจากสายปกครอง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นคนที่ 14 เมื่อมีความวุ่นวายย่อมมีมือที่สามเข้ามา ส่วนนึงน่าจะเป็นอเมริกา(ตัวเหี้ย) ให้การสนับสนุนับพวกชนชั้นปกครองเดิม คือถ้ามันสำเร็จสามารถให้พวกปกครองเดิมเข้าไปสร้างฐานอำนาจได้ ก็จะเป็นบุญคุณกันต่อมา แต่ถ้าไม่สำเร็จก็จะเอาไว้เป็นเครื่องมือต่อรองกับจีนได้

การพลาดท่าครั้งใหญ่ของลามะคนปัจจุบันคือการไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวายได้ ใจคนหยั่งยากแท้ แม้ว่าจะเกิดการชุมนุมและก่อจราจลที่ทิเบต และหวังว่าจะให้เกิดเหตุการเดียวกับเทียนอันเหมิน แต่จีนเองก็ไม่ได้โง่ เจ็บแล้วจำ (ไม่เหมือนแดนสุวรรณภูมิ ไม่เคยจำ) ภาพที่ออกมาคือส่วนใหญ่คนที่ตายคือคนฮั่น(จีน) และทหารก็ไม่ได้ใช้ความรุนแรงเกินเหตุในการระงับจราจล

ผมเองคิดว่าลามะพลาดท่าอย่างแรงและจีนเองก็มีความอดทนอดกลั้นเพียงพอ อาจเป็นเพราะใกล้งานโอลิมปิกแล้ว งานนี้ถ้าลามะจะแก้เกมได้คงมีหนทางไม่มากนักการที่ออกมาประกาศว่าจะลาออก คิดว่าเป็นเพียงการแก้เกี้ยว ทางออกที่ดีที่สุดของลามะ ตอนนี้คือการสอนศาสนาแล้วคิดทบทวนตัวเอง

จีนเองก็ประสพปัญหาคล้ายกับประเทศไทยคือพวกคลั่งศาสนานึงหัวรุนแรงมากด้วยอยู่แถบซินเกียง (ก่อนถึงทิเบต) เรียกว่าชนเผ่าหุย คิดว่าพระเจ้ามันดีสุดๆ จีนเขาไม่ใจดีเหมือนไทย เขาทำงานมีประสิทธิภาพจับได้คาหนังคาเขา ยิงทิ้ง สถานเดียว ล่าสุดมีพวกนี้ถือขวดน้ำขึ้นเครื่องบิน ปกติเขาจะไม่ค่อยยุ่งกับพวกหุย เพราะเดียวหาว่ารังแกชนกลุ่มน้อย (เรื่องจริง เจอมาที่เซียงไฮ้ พวกขายเนื้อย่างถ้าหน้าฮันหรือจีนๆ จะโดนตำรวจไล่) เอาขวดน้ำไปไว้ในห้องน้ำเครื่องบิน เปิดฝาทิ้งไว้ โชคดีแอร์มาได้กลิ่นเป็นน้ำมัน เลยจับได้ มันบอกว่าจะระเบิดเครื่องบิน โชคดีจริงๆ ความรุนแรงที่แก้ด้วยความรุนแรงมักจะไม่จบ ยกเว้นฆ่าล้างเผ่าเหมือฮิตเลอร์ ไม่แน่ว่าอีกหน่อยจีนอาจต้องมาดูงานในไทย(ถ้ามันสงบจริง) ก็เป็นได้

ป.ล. จำแหล่งอ้างอิงไม่ได้ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน[…]

Published on Mon, 24 Mar 2008 13:40
0 comments

เซี่ยงไฮ้

หลังจากที่ไม่ได้เขียนไปนาน เพราะด้วยมีหลายเรื่องที่จะต้องทำ และหลังๆๆ ค่อนข้างจะสับสนกับความคิดของตัวเอง

เมื่อ 1-5 มิ.ย. 2550 ที่ผ่านมา ไปเที่ยวที่เซี่ยงไฮ้ กับน้องสาว ที่ต้องเอามันไปด้วยเพราะมันพูดจีนเก่ง แล้วก็ยังรู้ทางอีก เพราะไปบ่อยแล้วก็มีเพื่อนทั้งคนไทยและคนจีนอยู่ที่นั้น เพื่อนคนจีน นี่เป็นเพื่อนของผมเองเรียนวิศวะที่เอแบคมาด้วยกัน ข้อดีของการเรียนเอแบคคือมีเพื่อนต่างชาติเยอะ อย่างผมนี่มีเพื่อนทั้ง จีน เกาหลี พม่า เขมร อินเดีย เนปาล ถ้าคนไหนสนิทๆมากมักจะชวนไปเที่ยวที่บ้านเขา พักฟรีมีไกด์ สบายแฮ

เข้าเรื่อง หลังจากที่ไปเซี่ยงไฮ้ครั้งแรก พบว่าสนามบินเขาใหญ่มากๆๆ ผมว่าน่าจะใหญ่กว่าสุวรรณภุมิบ้านเราอีก สิ่งอำนวนความสะดวกครบ เสียที่ไม่มี duty free การเข้าเมืองจาก สนามบิน ไปได้หลายทาง

  • Maglev รถไฟเคลื่อนที่ด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า เร็วมาก ประมาณ 400 กม/ชม แต่เพื่อนบอกว่าเสียบ่อยแถมเคยไฟไหม้ด้วย ซื้อจากเยอรมันแต่ที่เยอรมันยังไม่มีใช้ ค่านั่งราคา 50 RMB (หยวน) แล้วไปต่อรถไฟใต้ดินอีก 5 RMB ประมาณ 10 กว่าสถานี (เปลี่ยน 2 สาย)
  • นั่ง taxi ราคาเริ่มต้นที่ 11 RMB ถ้านั่งเข้าเมืองก็น่าจะซัก 170 RMB นั่งได้ 4 คน ต่อไปกิโลละ 2 RMB โดยประมาณ ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม
  • นั่งรถซาลาเปา เป็นรถตู้เล็กนั่งได้ประมาก 7 คนสบายๆๆ ไม่เบียดมีที่วางของอีก เริ่มต้นที่ 16 RMB ต่อไปกิโลละ 2 RMB โดยประมาณ ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม
  • นั่งรถเมล์อันนี้ไม่คิดเลย เพราะนานแน่ๆๆ

การเดินทางในเมืองถ้าอยู่นานเกิน 2 วัน แนะนำให้ซื้อ card ครับใช้ได้ทั้ง รถไฟใต้ดิน,รถเมล์,เรือ,แท๊กซี่ สะดวกมาก รถเมล์แล้วแต่สายราคาไม่เกิน 2 RMB รถไฟใต้ดินเริ่มที่ 3 RMB ไม่เกิน 5 RMB ถูกมากๆๆ

เมื่อธันวา 49 น้องผมเพิื่งไปมา หน้าหนาว รถไฟใต้ดินมีแค่ 4 สาย 6 เดือนผ่านไปมีเพิ่มมาอีกสายนึง สร้างเร็วมากๆๆ

สถานที่ต้องไป

  • NanJing Rd., เป็นย่านห้างสรรพสินค้า ยาวมากประมาณ 1 กม เดินสบายๆ แต่ของไม่ได้ถูก น้ำก็แพง อาหารก็แพง ไม่ควรไปวันหยุด เพราะคนจะเยอะมากๆๆๆๆ
  • People Square (Ren Ming….) เป็นสวนกลางเมือง มีวิวสวยๆ แล้วก็เป็นศูนย์กลางในการเดินทาง เพราะมีถนนหลักๆๆ ตัดผ่านครับ
  • Sin Tian Ti เป็นเขตเช่าเก่าของอังกฤษ มีตึกและสวนสาธารณะสวยๆ แล้วก็มีผับนั่งกินเหล้า
  • วัด Jing An (จิงอัน) เป็นวัดจีน ค่าเขา 10 RMB แต่ถ้าไปวันที่ 15 กับวันสิ้นเดือนเข้าฟรี


Update:

  • Wai Tan เป็นริมแม่น้ำ Huang Pu เป็นถนนคนเดินชมวิวริมแม่น้ำที่เชื่อมต่อระหว่างเมื่อเก่า(Pu Si) กับเมื่อใหม่ (Pu Dong) ถ้ามองากเมืองเก่าจะเห็ยหอคอยลูกชิ้น (Dong Fang Ming Zhu) แล้วก็ตึกของ CP ชื่อ Super Brand
  • Yu Yuan เป็นเมืองโบราณที่มีตึกเก่าๆๆ แล้วก็สวนสาธารณะ เป็นสวนของขุนนางจีนในสมัยเก่า ไปที่นี่ต้องไปกิน Xiao Long Bao เสียวหลงเปา นั่นเอง ต่อต้องต่อคิวนานหน่อยครับ
  • Yi Wu City เป็นอีกเมืองหนึ่งที่อยู่ใกล้เซี่ยงไฮ้ (ใกล้เขาคือประมาณ 300 กม) นั่งรถไฟแบบ Express ก็ประมาณ 2 ชมกว่าๆ ถ้านั่งหวานเย็นก็ 4 ชม เป็นเมืองค้าขาย เหมือนเป็นงานแสดงสินค้าตลอดปี พื้นที่ประมาณ 6 ตร.กม ใหญ่มากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นขายส่ง น้อยร้านที่จะขายปลีก ถ้าจะไปเดินให้ทั่วๆ จะเห็นของมากมาายที่ไม่เคยเห็น ควรมีเวลาอย่างน้อย 3 วันแบบสบายๆ แต่อย่าหวังซื้อของติดมือกลับมาเลยครับ เพราะเขาขายส่ง
  • Qi Fu Rd., เป็นตึกขายเสื้อผ้า สิ้นค้าใช้ประจำวัน ถ้าอยาก shopping ให้ไปที่นี่ครับ แต่ต้องต่อราคาเยอะๆๆหน่อย กำหนดไว้ในใจเลยว่าของชิ้นนี้อยากได้ราคาเท่าไหร่แล้วค่อยต่อ รับรองถูกแน่ๆๆ ถ้าไม่ได้แกล้งเดินออก เดี๋ยวมันก็ตื้อเราเอง ที่นี่ถ้ายากเดินทั่วๆๆ ก็ 2 วันแบบชิวๆๆ เพราะมีหลายตึกมาก ที่คนเดินเยอะๆๆก็ 2 ตึก เดินเหนื่อยแล้วครับ
  • Chuan Ju De เป็นห้องอาหารของรัฐบาล ลงสถานี Shan Xi Nan Rd., ออกประตู 1 เดินข้ามแยกไป ร้านอยู่ซ้ายมือ ทางเข้าต้องขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น 4 เป็ดปักกิ่ง อร่อยมาก ต้องไปกินให้ได้ ราคาตัวละ 138 RMB เนื้อที่เหลือเขาไม่คืนนะครับ เอาไปขายต่อ T_T แต่อร่อยจริงๆ ถ้าไปกินอาหารที่เซี่ยงไฮ้ กินเบียร์ได้เลยถูก 4-5 RMB เท่านั้น

คนส่วนใหญ่ก็คนข้างจะนิสัยแย่คือ

  1. แซงคิวเป็นเรื่องธรรมดา
  2. ถุยน้ำลาย เป็นเรื่องธรรมดา
  3. บีบแตรเป็นเรื่องธรรมดา
  4. เหม็นฉี่ตามถนนเป็นเรื่องธรรมดา

เพื่อนที่เป็นคนเซี่ยงไฮ้แท้ๆๆ บอกว่าคนเซี่ยงไฮ้แท้ๆๆเขาไม่ทำ พวกที่ทำคือพวกที่มาจากนอกเมือง เข้ามาหางานทำ พวกนี้จะไม่ค่อยมีการศึกษา ทำอะไรก็ไม่ค่อยคิด ซึ่งถ้าไปอยู่ซัก ครึ่งเดือนจะดูออกเลยว่าคนไหนคนเซี่ยงไฮ้ คนไหนบ้านนอก

ทุกๆ แยกไฟแดงจะมี RF ส่งสัญญาณตลอด เพิ่งติดตั้งเสร็จ พวกรถเมล์เขาจะมีตัวรับสัญญาณบอกว่าเราอยู่ที่แยกไหน เลี้ยวไปไหน รถเก่งก็ซื้อมาติดเองได้ ไม่ต้องไปซื้อพวก GPS แพงๆ แต่ค่าจดทะเบียนรถยนต์ที่นี่แพงมาก 20,000RMB ส่วนรถจักรยานก็ติดมอเตอร์ไฟฟ้า มอไซค์ก็ใช้ LPG ดีจริงๆ

ถ้าชอบผับ เทค ไม่แนะนำให้ไป เพราะเหล้าเปิดแพงมาก ขวดละ 800 – 1,000 RMB ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกแก่ๆไปกับน้องๆ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ส่วนที่ถูกๆก็ไม่ค่อยมีอะไรดึงดูดครับ ผมไม่ค่อยชอบเทคซะด้วย กินตามร้านอาหารสบายกระเป๋ากว่าเยอะ ^ _ ^

เด๋วนึกอะไรออกอีก จะต่อภาค 2 แล้วกันถ้านึกไม่ออก ก็นึกไม่ออก[…]

Published on Fri, 08 Jun 2007 07:57
1 comment

RSS